อะไรคือ running power?

Power คือการวัดแรงหรือความพยายามที่ใช้ในการวิ่งบวกกับความหนัก Power ระบุได้ว่าคุณใช้พลังงานไปเท่าไหร่ขณะวิ่งและคุณใช้มันไปเร็วแค่ไหน Power สามารถคำนวณออกมาจาก ปริมาณของแรงงานต่อหน่วยของเวลา ดังสูตรด้านล่างนี้ :

Power = Work (แรงงาน) / Time (เวลา)

เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับ Power ได้ดียิ่งขึ้น อย่างแรกคุณต้องเข้าใจคำว่า “แรงงาน” (Work) ก่อน แรงงาน หรือ work นั้นเท่ากับแรงต้านที่ใช้คูณด้วยระยะทาง :

Work = Force (แรงต้าน) x Distance (ระยะทาง)

เราสามารถแทนค่าของแรงงาน (Work) ด้วยสูตร Force (แรงต้าน) x Distance (ระยะทาง) ซึ่งผลที่ได้นั้นจะเป็นไปตามสมการด้านล่าง :

Power = Force (แรงต้าน) x Distance​ (ระยะทาง) / Time (เวลา)

ระยะทาง (Distance) หารด้วยเวลา (Time) เรียกอีกอย่างว่า ความเร็วฝีเท้า (Velocity), ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า อัตราการเร่ง (Speed) ถ้าเราแทนค่าความเร็วฝีเท้า (Velocity) ลงไปในสมการ สูตรที่ออกมาจะเป็นตามนี้ :

Power = Force (แรงต้าน) x Velocity (ความเร็วฝีเท้า)

เราจะจบสมการของ Power กันเท่านี้ เพื่อเราจะได้อธิบายเกี่ยวกับการวัด Power ในการปั่นจักรยานกันต่อไป บนจักรยาน Power นั้นคำนวณจากการคูณแรงต้านที่ใช้ในการกดบันไดในหนึ่งรอบขา (Cadence) นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ในการวิ่งด้วย Power Meter นั้น จะใช้วิธีการวัดที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อย

Stryd ได้แตกสมการที่เราคำนวณมาด้านบนออกไปอีก แรงต้าน (Force) นั้นเท่ากับมวลของวัตถุ (Mass) คูณกับอัตราการเร่ง (Acceleration):

Power = Mass x Acceleration x Velocity

 

Stryd นั้นจักบการเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติ ช่วยให้คุณเข้าใจลักษณะทางกายภาพและประสิทธิภาพในการวิ่งของคุณ

มวลของวัตถุ (ตัวคุณ) ส่งพลังออกมา และ Stryd คำนวณ Power ในการวิ่งของคุณอย่างแม่นยำจาก “อัตราการเร่ง” กับ “ความเร็วฝีเท้า” มีหน่วยเป็นวัตต์  Power ของการวิ่งยังพิจารณาในเรื่องของ ความเร็ว, ท่าทางในการวิ่ง, และความชันอีกด้วย นักวิ่งจำเป็นต้องวางแผนการซ้อมอย่างมีคุณภาพและควรมีแนวทางเพื่อความสำเร็จสำหรับการแข่งในครั้งหน้า นักวิ่งหลายคนพบความยากลำบากที่จะหาวิธีการซ้อมและแข่งที่เชื่อถือได้และคุณภาพ ทุกวันที่มักจะมีคำถามขึ้นมาในใจที่ต้องการคำตอบ: เมื่อไหร่ที่ควรจะวิ่งในครั้งหน้าดี? ควรจะต้องวิ่งหนักแค่ไหนแค่ไหนนะ? Stryd ตอบคำถามเหล่านี้ด้วยมาตรวัดใหม่สำหรับวงการกีฬาวิ่ง นั่นคือ Power

เอกสารในลิงค์นี้ อธิบายเชิงลึกเกี่ยวกับการวัดค่าอย่างแม่นยำของ Power การวิ่ง, เวลาที่สัมผัสพื้น (Ground time) และ การสับขาขึ้นลง (vertical oscillation) โดยเปรียบเทียบกับการวัดผลในห้องแล็บบนลู่วิ่งที่มีแผ่นวัดแรงกดทับ และระบบการวัดการเผาผลาญ

วางแผนฝีเท้าการวิ่งสำหรับซ้อมและแข่ง (Pacing Workouts/Races)

สำหรับการซ้อมและการแข่งขัน คุณจะต้องมีการคำนวณการใช้พลังงานที่จะใช้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นจุดที่ยากแม้กระทั่งกับนักกีฬาที่แข่งขันแบบจริงจังก็ตาม นักกีฬาส่วนใหญ่ออกตัวเร็วเกินไปและต้องชดใช้ในครึ่งหลังด้วยการวิ่งที่ทำได้ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ด้วยการใช้ Power Meter นักวิ่งสามารถที่จะวางฝีเท้าได้ตามต้องการด้วยค่าที่แม่นยำมากเสียยิ่งกว่าการอ่านค่า GPS หรือ Heart Rate Monitor เสียอีก GPS นั้นแม่นยำก็จริง แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ลักษณะของคอร์ส สัญญาณดาวเทียม และปัจจัยอื่นๆ ส่วน Heart Rate นั้นได้รับผลกระทบอย่างมากจากอุณหภูมิ คาเฟอีน และปริมาณการพักผ่อน และอีกหลายๆ ปัจจัย ในขณะที่ Power นั้นไม่ได้รับผลกระทบจากค่าต่างๆ เหล่านี้ จึงมีความแม่นยำอย่างมากนั่นเอง นอกจากจะช่วยให้นักกีฬาไม่ออกตัวเร็วเกินไปแล้ว Running Power Meter ยังลบการคาดเดาหลายอย่างที่เรามักจะทำในการกำหนดฝีเท้าในการขึ้นเขา ลงเขา และอัตราเต้นหัวใจที่แกว่งไปมา การวางฝีเท้าด้วยการจับค่า Power กำจัดปัญหาเหล่านี้และยังช่วยเพิ่มความมั่นใจใหักับนักวิ่งอีกด้วย

ทำไมถึงไม่ใช้ Heart Rate หรือใช้ความรู้สึก? (Why not heart rate, speed, or feel?)

Power และความเร็วถูกวัดจากผลลัพธ์ที่ออกมา (Output) มันบอกถึงความสำเร็จของเราในการวิ่ง ในขณะที่ Heart Rate และความรู้สึกเป็นปัจจัยภายใน​ (Input) มันบอกว่าเราใช้ความพยายามอย่างไรในการสร้างผลลัพธ์นั้น ประสิทธิภาพของการแข่งขันนั้นเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ (Output) ของคุณ ไม่ใช่ปัจจัยภายใน (Input) ปัจจัยภายในนั้นสะท้อนความรู้สึกที่นักวิ่งได้ประสบมา ส่วนผลลัพธ์นั้นสามารถกำหนดได้เลยว่าใครจะเข้าเส้นชัยก่อนกัน เปรียบเทียบกับความเร็ว (Speed) Power นั้นไม่ถูกผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของลักษณะภูมิประเทศ และโฟกัสที่ประสิทธิภาพของการวิ่งเท่านั้น และ Power ไม่เหมือนกันความเร็วที่ว่า Power จะแสดงผลพลังงานที่เราใช้วิ่งขึ้นเขาลงเขาแบบ Real Time ทันที เพื่อให้นักวิ่งได้ร้บรู้ถึงพลังงานที่เค้าได้ใช้ไปในขณะที่วิ่งอยู่ ประโยชน์อย่างใหญ่หลวงของการวิ่งด้วย Power นั่นก็คือ การมีตัวเลขที่เป็นเป้าหมายตัวเลขเดียวตลอดการแข่งขัน ถ้าคุณต้องการจะเป็นภาพรวมทั้งหมดของการฝึกซ้อม Heart Rate ความเร็ว และความรู้สึก ก็ยังเป็นมาตรวัดที่ควรจะพิจารณาร่วมด้วย เพียงแต่ว่าการมองการวิ่งผ่านเลนส์ของการใช้ Power นั้น สมเหตุสมผลมากกว่ามาตรวัดอื่นๆ จากที่กล่าวมา มันทำให้การฝึกซ้อมการแข่งเกี่ยวข้องกับเรามากขึ้น ชัดเจนขึ้น และมีความหมายมากยิ่งขึ้น

Stryd Running Power Meter ราคา 7,490 Bahts


Add Line @JJProPerformance หรือ Facebook Inbox เพื่อสั่งซื้อ Stryd วันนี้ คลิก

เพิ่มเพื่อน

Case Study of using Stryd in Training and Racing:

Coach JJ has been coaching Wim with Stryd Run Power for a month now and had tested and set his Critical Power using INSCYD software and modelled his pacing and nutrition strategy, the power pacing was so good that he improved his time by 25 minutes from 2.11.35 (2017) to 1.46.13 (2018) that’s an increase in Pace from 6.21 to 5.07.
Wim was 2nd in his age group by only 42 seconds and would have won but he lost 2 minutes in T1, due to a helmet strap issue.
Running with power and using INSCYDS takes all the guesswork out of how fast to run and how to plan nutrition. JJ is the only coach in Thailand to have the technology and knowledge to Test Critical Power accurately run power and set pacing and nutrition strategy, which also helped Wim set a new 90 minute Cycling Power PR but still leaving him fresh for the run.

Wim wrote in his feedback:-
“looking at peak heart rate post race, this is my biggest effort every in a run. I felt incredibly strong, I don’t really understand why; I was still fresh after the bike ride, that also helped. I started to run and went immediately to 320 watt, I slowed down to 300 W which felt still too easy. After 300 m, i had to run up the infamous steep hill for the first time. I tried to maintain power at 300 W and I went smoothly over the hill. I felt so good on the flatter parts and even on the other hills that aren’t so steep. Still when I u-turned I could see k. Amnad running smoothly. I tried to go over 300 W but then i started to breath heavy immediately. I decided to stick to my tempo. After 1.5 lap, k. Amnad passed me finally. I tried to keep up with this tempo but that again meant running at 320 W and heavy breathing. I tried to stay as close as possible but he would not slow down. I kept on pushing, maybe not killing me, but really pushing hard but I could not catch him. I was very satisfied with my second place especially my run” – Wim Martens

We are also Stryd Run Power distributor for Thailand please message us to buy today and run faster tomorrow