5 อย่างควรรู้ ในการเลือกโค้ชจักรยาน: 5 Things you Should Know Before Choosing Cycling Coach?

­นักปั่นหลายๆ คนหลังจากที่ตัดสินใจว่าจะซ้อมแบบจริงจังแบบมีโค้ชกับเค้าซักที แต่ก็มาถึงจุดที่ว่า แล้วเราจะเลือกโค้ชจักรยานคนไหนดีใช่มั้ยละครับ

การเลือกโค้ชจักรยานไม่มีกฏตายตัวไปซักทีเดียวหรอกครับ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะถูกใจและชอบวิธีการฝึกซ้อมและแนวคิดของโค้ชท่านไหนเป็นพิเศษ และคิดว่าเหมาะสมกับตัวเรา เพราะโค้ชจักรยานแต่ละคนล้วนแล้วแต่มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนานักปั่นของตนกันอย่างเต็มความสามารถกันอยู่แล้ว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การมองหาโค้ชคู่ใจก็ควรจะมีสิ่งที่ควรจะพิจารณาในขั้นพื้นฐานกันอยู่บ้าง

1. โค้ช ควรได้รับการรับรองความเป็น “โค้ชจักรยาน” (Certified Cycling Coach) จากสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ โค้ชควรมีความรู้ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเฉพาะทางของจักรยาน เพื่อที่จะสามารถวิเคราะห์ผล อ่านค่าต่างๆ รวมถึงออกแบบการฝึกซ้อมที่หมาะกับนักกีฬาของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่แน่นอนต้องวัดผลได้ การที่คนๆ หนึ่งเป็นนักปั่นที่มีดีมีความสามารถ หรือแม้แต่เป็นแชมป์การแข่งขันหลายรายการ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเค้าเหล่านั้นจะเป็นโค้ชได้โดยอัตโนมัติ การเป็นโค้ชจะต้องผ่านการสอบ การคัดเลือกตามขั้นตอนจากสถาบันที่ถูกต้องและเฉพาะทาง ไม่ต่างจากการสอบปริญญากันเลยทีเดียวถึงจะได้รับการรับรองว่าเป็น “โค้ช” ได้อย่างถูกต้อง การเลือกโค้ชก็เหมือนกับการเลือกคุณครูที่ดีนั่นแหล่ะครับ ว่าคุณอยากได้คุณครูแบบไหนมาสอนคุณ

2. โค้ชควรจะมีประสบการณ์ในการโค้ชชิ่งมาในระยะเวลาหนึ่ง (Experienced) การมีประสบการณ์เยอะก็เท่ากับว่าโค้ชท่านนั้นได้เจอกับลูกศิษย์หลายหลายรูปแบบ รวมถึงเห็นรูปแบบการฝึกซ้อมที่แต่ละคนตอบสอง จึงทําให้มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบและวางแผนการซ้อมได้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โค้ชต้องเข้าใจสมรรถนะและศักยภาพของลูกศิษย์แต่ละคนเพื่อพัฒนาการปั่นของพวกเค้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง ลูกศิษย์ทุกคนควรได้รับโปรแกรมการซ้อมที่แตกต่างกัน การโค้ชชิ่งจึงแตกต่างจากโปรแกรมซ้อมสำเร็จรูปจากในอินเตอร์เน็ตที่เป็นสูตรสำเร็จรูปตายตัว ที่ไม่ได้สนใจพื้นฐานหรือการตอบสนองของลูกศิษย์แต่อย่างใด ที่สำคัญไปกว่านั้นโค้ชควรจะมีผลงานที่เกิดจากความสำเร็จของลูกศิษย์ให้จับต้องได้อยู่สม่ำเสมอ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าวิธีการฝึกสอนนั้นได้ผลจริง และทำให้ลูกศิษย์มีความเชื่อมั่นได้ขึ้นไปอีก

Jason Kenny กับโค้ชทีมอังกฤษที่ทำให้เค้าได้คว้าชัยชนะในโอลิมปิคที่ผ่านมา 2016

3. โค้ชมีการพัฒนาองค์ความรู้อยู่เสมอ (Innovative) แม้ว่าประสบการณ์ในอดีตจะเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่โค้ชที่ดีควรไม่หยุดนิ่งและค้นคว้าหาองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อมาต่อยอดและนำมาใช้พัฒนาการเรียนการสอนกับลูกศิษย์ของตนอยู่เสมอ เนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้นักวิจัยค้นพบองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาใหม่อยู่ตลอดเวลา ความรู้ในอดีตบางอย่างอาจถูกพิสูจน์และลบล้างด้วยความรู้แบบใหม่จนสิ้นเชิง คุณคงไม่อยากเรียนกับโค้ชที่ใช้ตำราจาก 10 ปีที่แล้วหรอกนะครับ

4. คุณควรศึกษาสไตล์การฝึกสอนของโค้ชท่านนั้นๆ (Coaching Style) หรือสอบถามจากลูกศิษย์ปัจจุบัน เพื่อทําความเข้าใจเบื้องต้น เพื่อประกอบการพิจารณาว่าเหมาะกับตัวเราและไลฟ์สไตล์เราหรือไม่ นักปั่นแต่ละคนมีเวลาในการฝึกซ้อมไม่เท่ากัน หากโค้ชให้โปรแกรมซ้อมที่มากเกินกว่าที่คุณจะทำได้ ทำให้คุณต้องฝืนซ้อม คุณก็จะไม่มีความสุขและเหนื่อยล้าเกินไป ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคุณ โค้ชควรเข้าใจและปรับแผนการซ้อมตามโจทย์ของลูกศิษย์ นั่นคือสิ่งสำคัญของการโค้ชชิ่ง

Former pro cyclist and Smartstop team director Mike Creed became the coach of the USA Paralympic team in 2015. He brought his inspirational style and intensity to the program, helping to produce a record medal haul for the USA team.

5. การสื่อสารอย่างใกล้ชิด (2-Way Communication) หัวใจของความสำเร็จของการโค้ชชิ่งอีกหนึ่งอย่างคือการสื่อสารระหว่างโค้ชกับลูกศิษย์ คุณควรลองพูดคุยโดยตรงกับโค้ชถ้ามีโอกาส เพื่อดูเคมีของกันและกันว่าโอเครึเปล่า โค้ชควรจะใส่ใจในคําถามของคุณและมีความกระตือรือล้นในการอธิบาย และมีคำตอบหรือทางออกให้กับคุณ อย่างที่ทราบว่าแผนการซ้อมไม่มีสูตรตายตัว การสื่อสารระหว่างกันจะช่วยให้โค้ชเข้าใจจุดแข็งจุดอ่อน อุปสรรค หรือเป้าหมายของคุณชัดเจนมากขึ้น และร่วมมือกันพิชิตเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ โค้ชควรมีความกันเอง มีความน่าเชื่อถือ และเป็นคนที่คุณไว้วางใจได้ เพราะวันหนึ่งหากคุณอยู่ในสถานการณ์การแข่งขันที่กดดันสูงๆ โค้ชนี่แหล่ะจะเป็นคนสร้างกําลังใจและทําให้คุณฮึดขึ้นมาสู้ได้อีกครั้ง

โค้ชไม่เพียงจะฝึกซ้อมด้านร่างกาย แต่ต้องฝึกซ้อมด้านจิตใจให้กับนักปั่นด้วย
With that in mind, Ed Clancy agonises with head coach Shane Sutton, before tomorrows world championship decider.

อย่าลืมนะครับนักปั่นที่คว้าชัยชนะอาจจะไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแรงที่สุด แต่เค้ามีจิตใจที่เข้มแข็งนั่นเอง ความสำเร็จของนักปั่น 70% อยู่ที่การเอาชนะใจตัวเองให้ได้ หากคุณมีโค้ชที่ไม่แม้เพียงแต่จะพูดคุยสื่อสารกับคุณ ก็ไม่ต่างกับการซื้อโปรแกรมซ้อมตามอินเตอร์เน็ตนั่นแหล่ะครับ

หลักๆ ก็คงจะมีเพียงเท่านี้ หวังว่านักปั่นหลายท่านน่าจะนําไปลองใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกโค้ชคู่ใจกันนะครับ

 


ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ทำไมปั่นจักรยานถึงต้องมีโค้ช คลิก

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *